ผ่านไปอีกรอบ(สงกรานต์)

posted on 19 Apr 2008 23:36 by twainsundae
"เป็นไงมั่งอะสงกรานต์" ผมส่งช็อร์ทเมสเสสหาเพื่อนๆ เพื่อนที่ไม่เสียเวลา่คิดมาก บ้างก็ตอบกลับมาว่า "so so" บ่งบอกถึงความเบื่อหน่ายต่อความซ้ำซากจำเจ คงได้แต่เพียงนึกตอบว่า ชีวิตมันก็เป็นงี้แหละ ซ้ำๆ วนๆ จนบางทีก็น่าเบื่อ ก็เอาเป็นว่าชีวิตเรามันยังต้องเจอสิ่งดีๆคนดีๆ อีกเยอะ เพียงแต่ไม่ควรเอาตัวเองไปเกือกกลั้วกับสิ่งดีๆหรือคนดีๆเหล่านั้น ไม่งั้นเราจะแย่เอา

อุปสรรค

posted on 21 Mar 2008 18:11 by twainsundae

รางวัลสำหรับการฟันฝ่าอุปสรรคอันยากเย็นแสนเข็ญนั้นหอมหวานและย่อมคุ้มค่าแก่ความเหนื่อยยากลำบากเหล่านั้น ธรรมชาติสอนเราอยู่เสมอ ทุกอย่างมันมีเหตุผลของมัน เมื่อมีปัญหา ปัญหาก็จะเป็นเสมือนสิ่งเคี่ยวขันชีวิตให้กล้าแกร่งขึ้น หากเพียงก้าวผ่านฝ่าฟันมันไปได้ บทเรียนในธรรมชาติในบางเรื่องเป็นสิ่งที่น่าทึ่ง ไม่คิดว่าจะเป็นไปได้ แต่มันกลับเป็นไปได้อย่างเหลือเชื่อ

            ลมเย็นยะเยือก โขดหิน ความว่างเปล่า อยู่สูงจากพื้นดินร่วมร้อยเมตร คือที่ๆปลอดภัย แต่ไม่มีอาหาร นั่นคือข้อแลกเปลี่ยนเบื้องต้นของธรรมชาติต่อชีวิตเล็กๆอย่าง ลูกห่านป่าแรกเกิด ได้เผชิญ อาหารมากมายพอเพียงนั้นอยู่เบื้องล่าง แต่แม่ห่านไม่มีอาหารมาป้อนจนลูกโตปีกกล้าขาแข็งบินได้ อย่างพวกนกอินทรี กลับกันลูกห่านป่าต้องหาอาหารเองตั้งแต่แรกเกิด ด้วยการตามแม่ลงไปเบื้องล่าง แน่นอนว่ามันบินไม่ได้อย่างแม่ของมัน ความช่วยเหลือเดียวของแม่ห่านในขั้นนี้คือการสร้างแรงบันดาลใจ ในการโดดลงไปเบื้องล่าง แม้แต่ลูกห่านป่าที่ไม่ประสีประสายังลังเลและเผชิญแรงกดดันจากความสูงของโขดหิน อาจเพราะสัญชาตญาณความกลัวเป็นสิ่งที่ติดตัวสิ่งมีชีวิตมาแต่เกิด แต่ธรรมชาติก็ไม่ได้โหดร้ายเกินไปนัก ที่ยังสร้างความกล้าให้แก่สิ่งมีชีวิต เมื่อถึงจุดที่ต้องเผชิญสิ่งท้าทาย แล้วลูกห่านป่าก็ค่อยๆโดดลงไป ทีละตัวๆ

            สิ่งเหลือเชื่อคือลูกห่านรอด และหยัดยืนขึ้นได้ แม้ไม่ทั้งหมดทุกตัว แต่สิ่งที่มันได้รับคือรางวัลแห่งชีวิต มีอาหาร มีที่อยู่อันอุดมสมบูรณ์ ให้มันได้กินอยู่ เติบโต สืบพันธุ์ ต่อไป

            ในชีวิตของคนๆหนึ่งย่อมต้องเผชิญอุปสรรคมากมายเช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตอื่น ทว่าคนเรานั้นหากชั่งน้ำหนักแล้วแทบจะเรียกได้ว่า "คน" นั้นต้องการอาหารใจพอๆกับอาหารทางกาย เรามักเรียกสิ่งที่เราต้องการนั้นว่า ความรัก อุปสรรคที่สำคัญของความรักคืออะไร หากเรียกว่าคือ "กำแพงความคาดหวัง" ที่แต่ละคนสร้างขึ้นก็คงไม่ผิดนัก ความผิดหวัง ล้มเหลว เสียใจ ต่างๆนานา ก็มักเกิดจากความคาดหวัง ว่าคนๆนึงต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะเราแต่ละคนมีแบบอย่าง หรือโมเดลที่ตัวเองพึงพอใจอยู่ในจินตนาการ ทว่าในโลกความเป็นจริงนั้น "ไม่มีใครเป็นอย่างที่เราต้องการได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง" นั่นคือสิ่งที่เราจำเป็นต้องเรียนรู้หากต้องการมีใครสักคนเป็นคู่ชีวิต เพราะโลกนี้ไม่มีใครดีพร้อมสมบูรณ์อย่างเช่นคนในจินตนาการ

หวานใจ

posted on 27 Nov 2007 07:30 by twainsundae

สำเนียงไพเราะคุ้นหู ให้หายคิดถึง และยังคงความเก๋ไก๋ในท่วงทำนองเพลงไว้เช่นเคย ที่ผมกำลังชื่นชมแบบเชยๆอยู่นี้ ก็คืออัลบั้มเพลงของ Metric ที่ชื่อ(อัลบั้ม) Grow Up And Blow Away นั่นเอง สิ่งแรกที่ต้องชื่นชมคือ ความหลากหลายของแนวจังหวะเพลงในอัลบั้มนี้ แม้มีความแตกต่าง เช่นเป็นร็อคบ้าง หรือกึ่งๆฮิพฮอพ และยังมีความคล้ายแนวเพลงประเภทอื่น แต่ก็ยังมีความเป็นเอกภาพในอัลบั้ม ไม่มีความแปลกแยก ทั้งยังกลมกลืนลื่นไหล อาจเพราะการคงเส้นสำเนียงดนตรีที่เป็นสร้อยส่งต่อกันเพลงต่อเพลงจึงทำให้ฟังแล้วไม่รู้สึกติดขัด กระชากอารมณ์ ความเก๋ไก๋และการใส่ลูกเล่นตามสมัยนิยมมีเพียบพร้อมในอัลบั้มนี้ มีเพลงติดหู ซึ่งเป็นคุณสมบัติของอัลบั้มเพลงที่ดีพึงมี แม้อัลบั้มนี้มี 9 เพลง แต่เพลงที่ 10 ซึ่งเป็นการนำเอาเพลง Soft Rock Star มาเรียบเรียงและเปลี่ยนจังหวะเพลงใหม่ ก็นับเป็นเพลงที่น่าสนใจ และเจ๋งไปอีกแบบ โดยส่วนตัวแล้วผมมีความชื่นชอบอัลบั้มนี้เป็นพิเศษ ในช่วงเวลานี้

edit @ 1 May 2008 08:19:00 by twainsundae

DSC_0049-bw-resize.jpg


DSC_0015-bw-resize.jpg


DSC_0021-bw-resize.jpg


หากเปลี่ยนกระสุนจากรูกระบอกปืนจริงให้เป็นเส้นสายน้ำจากรูกระบอกปืนฉีดน้ำแทน ผู้คนคงจะแฮปปี้




ผ่านไปอีกหนึ่งปีสงกรานต์ ก็มีทั้งเรื่องราวให้วิพากษ์วิจารณ์กันไปสำหรับผู้คนในสังคมทั้งด้านที่สังคมแฮปปี้ และที่สังคมไม่แฮปปี้ (แฮปปี้=happy ไม่ใช่ have+ปี้) ด้านที่แฮปปี้อาจจะดูจืดชืด งั้นๆ เล่าแล้วไม่ออกรสออกชาติ ส่วนด้านไม่แฮปปี้ไม่ว่าจะหยิบเรื่องไหนมาเล่ามันก็รู้สึกมันปาก (มันมือ=กดแป้นพิมพ์)

ดูเหมือนว่าพระสงฆ์องคะเจ้ามีบทบาทในสังคมไทยสูงมากๆในระยะนี้สังเกตจากการปรากฏเป็นข่าวตามหน้าสื่อ หากใครที่เคยคิดว่าพระสงฆ์คือผู้สละแล้วทางโลกย์ (โดยเฉพาะพระสงฆ์ในแถบนอกพื้นที่จีน ญี่ปุ่น)เข้าสู่เพศบรรพชิตเพื่อปฏิบัติธรรมด้วยการถือศีลอันเคร่งครัดถึงสองร้อยกว่าข้อ กลับสวนทางกับภาพที่ออกมา ที่เรา-ท่านได้เห็น
ไม่ใช่เรื่องแปลก หากเราเดินไปพันธุ์ทิพ แล้วเจอพระสงฆ์ท่านเดินช็อปปิ้ง แน่นอนเหตุผลที่เรามักได้ยินบ่อยคือ ท่านจำเป็นต้องใช้งานคอมพิวเตอร์สำหรับสื่อการเรียนการสอน แต่บางทีเราก็นึกแปลกใจไม่ได้ในเวลาที่เห็นพระท่านจัดเสป็คคอมระดับฮาร์ดแวร์สูง ว่ากันง่ายๆคือมันเป็นคอมระดับสำหรับเกมเมอร์ ซึ่งสื่อการเรียนการสอนที่มีอยู่ในปัจจุบัน ยังไม่พบการสร้างงานสื่อการเรียนการสอนใดๆ ในระดับที่ต้องใช้เครื่องขนาดนั้น!?
พุทธบริษัท เราได้ยินคำนี้มานานจนปัจจุบันถ้าจะเติม จำกัด มหาชน ก็ดูจะพอเป็นไปได้อยู่ นั่นเพราะพระสงฆ์หลายๆที่มีการบริหารจัดการทรัพย์สินอสังหาริมะมาก จนเป็นคล้ายบริษัทที่ดำเนินธุกิจการค้าทั่วๆไป ยิ่งพระท่านนั่งรถยุโรป ยกโทรศัพท์มือถือ สนทนา สั่งโน่น คุยนี่ ช่างละม้ายภาพของนักธุกิจ ต่างเพียงพระท่านไม่ได้สวมชุดสูทนั่นล่ะ
บทบาทพระสงฆ์ไทยยังปรากฏในกระแสแห่งการเมืองอย่างคึกคัก ในวาระแห่งการร่างรัฐธรรมนูญฉบับหลังปฏิวัติ ๒๕๔๙ เมื่อมีความเคลื่อนไหวของกลุ่มพระสงฆ์ทางด้านการเมือง ดังที่สื่อมวลชนได้นำเสนอให้เราได้รับรู้กันไปแล้ว ภาพสะท้อนนั้นแสดงให้เห็นเป็นอีกกรณีหนึ่งว่าพระสงฆ์ไทยๆมีบทบาทในทางสังคมโลกย์ค่อนข้างสูง ยืนยันว่าเป็นกลุ่มบุคคลแถวหน้าของสังคมไทยๆก็ว่าได้และถ้าเราไม่ตกข่าว ก็ยังมีอีกภาพสะท้อนหนึ่งจากกระแสการดับร้อนของสงกรานต์ที่ผ่านมา ผนวกกับความครึกครื้นของยุคสมัยแห่งโคโยตี้ พระท่านก็ยังไม่ตกกระแส ในหน้าสื่อนำเสนอออกมาย้ำยืนยันได้ถึงการเป็น "กลุ่มบุคคลแถวหน้า"ยิ่งๆขึ้นไปอีก เพราะพระท่านนั่งดูโคโยตี้ ซึ่งแล้วจะเป็นแถวไหนซะอีกล่ะ หากไม่ใช่ "แถวหน้า"

-_-"

เรเซอร์ไลท์

posted on 21 Apr 2007 22:49 by twainsundae

ในยุคสมัยแห่งชายงาม ดัชนีชี้ชัดเห็นได้จากโฆษณาเครื่องสำอางสำหรับชายผุดหน่อต่อผลขึ้น แข่งออกมาอย่างเป็นล่ำเป็นสัน แม้แต่ในร้านเสริมสวย ยังคลาคล่ำไปด้วยชายหนุ่มมากขึ้นคูณทวีกว่าเมื่อประมาณห้าถึงสิบปีที่แล้ว

ภาพสะท้อนยุคสมัยของพฤติกรรมผู้คนผกผันตามช่วงเวลา
..แบบนั้นคือสิ่งเปลี่ยนแปลงที่เราได้รู้ได้เห็นในชีวิตประจำวัน ถ้าได้รู้ได้เห็นได้ยินมันมากไป เราเองก็เริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย

หากลองพิจารณาที่เรื่องของดนตรี จะเห็นได้ว่า ในแต่ยุคสมัยศิลปินทั้งหลายต่างพยายามค้นคิดและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ใส่ลงในผลงานออกมา ขณะเดียวกันก็ยังมุ่งเน้นให้เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ชัดบ้างไม่ชัดบ้าง ก็สัมผัสได้ตามแต่ผลที่ออกมา การนำเสนอความเป็นตัวเอง อาจเป็นสิ่งที่ยากลำบาก โดยเฉพาะหากเป็นการคิดค้นอะไรใหม่ แต่อีกวิธีหนึ่งที่ดูเหมือนจะง่ายๆ และจริงใจ นั่นคือ การประกาศตัว ประกาศตัวอย่างไร? คำตอบนั้นง่ายมากคือ ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ ..จริงใจ และบอกออกมาว่านั่นคือเรา
ในวงการเพลง หากจะสังเกตว่าแบบไหนคือการประกาศตัว สิ่งที่สังเกตได้ง่ายคือ ชื่ออัลบั้ม ซึ่งมักใช้ชื่ออัลบั้มตรงกับชื่อวง เป็นการสื่อสารที่เข้าใจง่ายที่สุด เป็นสามัญ และเข้าใจตรงกันได้โดยง่าย ว่านั่นคือพวกเขา นั่นคือสิ่งที่พวกเขาชอบ และเป็น อาจจะไม่ใช่อัลบั้มที่ดีที่สุด หรืออาจเป็นอัลบั้มที่เราฟังแล้วรู้สึกไม่คุ้นไม่ชินอย่างอัลบั้มก่อนๆของศิลปินเหล่านั้นที่เคยผ่านหู แต่ก็นึกอยากรู้ว่าสิ่งที่พวกเขานำเสนอนั้นจะออกมาเป็นอย่างไร

คราวนี้หยิบได้อัลบั้มของ Razorlight อัลบั้มล่าสุดมาฟังอย่างเต็มๆ ชื่ออัลบั้ม Razorlight ชื่อเดียวกับชื่อวงสำหรับอัลบั้มนี้ สิ่งที่รู้สึกได้คือความแตกต่างในมุมมองของเนื้อเพลงและจังหวะดนตรีอย่างชนิดต้องตั้งใจฟัง
Razorlightเป็นอัลบั้มที่สองของศิลปิน โดยรวมเนื้อหาเป็นเสมือนบันทึกการเดินทางทั้งตัวตนและความคิด รายละเอียดของดนตรีทำออกมาละเมียดละไม ไม่โจ๊ะช่าเหมือนอย่างชุดแรก อย่างไรก็ตามเพลงเปิดอัลบั้มนี้ที่ชื่อ In The Morning ก็ยังคงเค้าแนวบางส่วนจากอัลบั้มแรก พอให้ผู้ฟังไม่รู้สึกติดขัดในการฟัง แล้วจึงค่อยๆนำพาผู้ฟังได้สัมผัสสิ่งที่พวกเขาทำให้แตกต่างออกไป เพลงอื่นๆหลังจากเพลงแรกนั้นเป็นข้อแตกต่างที่ชัดเจน แม้แต่เพลงรักๆใคร่ๆก็ดูหวานกว่าที่เคยเป็น อย่าง Who Needs Love? หรือ Kirby's House ซึ่งเพลงหวานๆต่างสอดสลับกระจายอยู่ภายในอัลบั้มนี้อย่างพอเหมาะ ไม่เลี่ยน
เมื่อฟังจนจบทุกเพลง รู้สึกพึงพอใจอย่างประหลาด นับเป็นอัลบั้มที่ทำให้เราต้องฟังอีกหลายๆรอบ