the จรจัด (2005)

posted on 24 Sep 2009 20:25 by twainsundae  in pad

นักวิทยาศาสตร์จรจัด  กำลังช่วยเหลือหุ่นยนต์จรจัด

 

-ความต้องการของหุ่นยนต์จรจัด

1.โอกาสมองเห็นตัวเลขบอกสายด้านหน้ารถเมล์ เพราะสายตาของหุ่นยนต์จรจัดพร่าเลือน

2.นั่งรถเมล์สาย 3 เพื่อไปรับรางวัลจากตั๋วชิงโชค เป็นหม้อแปลงพลังแสงอาทิตย์ ขนาดกลาง

-เหตุผลของหุ่นยนต์จรจัด

1.เมื่อสายตาดีขึ้น จะสามารถมองเห็น และแยกออกระหว่าง เลข 8 กับเลข 3 บนป้ายหน้ารถเมล์ จึงจะสามารถขึ้นรถเมล์ได้ทัน

เพราะรถเมล์ไม่เคยรีรอคนหรือหุ่นยนต์ที่ไม่มั่นใจว่าเลขบนป้ายหน้ารถ เป็นเลข 3 หรือ 8 ซึ่งหุ่นยนต์จรจัดไม่เคยแยกแยะภาพต่าง ระหว่าง 3 กับ 8 ได้ภายในเวลาที่คนขับรถเมล์กำหนดเลย

2.ถ้าได้หม้อแปลงพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดกลางมาติดตั้งเข้ากับตัว หุ่นยนต์จรจัดก็จะมีพลังงานมากพอที่จะไปส่ง ลูกแมวจรจัดที่ชนบทท้องไร่ เพื่อให้ลูกแมวจรจัดได้เติบโต และก่อร่างสร้างครอบครัวที่นั่น ที่ชนบทท้องไร่ น่าจะมีแมวตัวเมีย ที่พร้อมทั้งกายและใจ และเปิดโอกาสสำหรับลูกแมวจรจัด ในการคบหา เมื่อถึงวัยอันควร หากมีการตกลงปลงใจ ก็จะยังผลให้เกิดครอบครัวแมวบ้านนอกที่อบอุ่น เสรี

3.ปอดเทียมของลูกแมวจรจัดที่นักวิยาศาสตร์จรจัดประดิษฐ์ให้ ไม่สามารถต้านทาน ฝุ่น ควัน และตะกอนอากาศหนักๆ ที่ลอยอยู่ทั่วมหานครนี้ นานพอสำหรับอายุขัย ตามธรรมชาติของแมวได้

4.ลูกแมวจรจัดคือเพื่อนของหุ่นยนต์จรจัด สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ขนาดเท่าลูกแมว ซึ่งหมายถึงลูกแมวจรจัดตัวนี้ คือสิ่งที่ทำให้หุ่นยนต์จรจัดรู้ และตัดสินใจที่จะอยู่เพื่อสิ่งใด

 

-หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ในบ่ายวันนั้น

นักเรียนนอกคนหนึ่ง เขาคือนักเรียนนอกหรือผู้ซึ่งได้รับเลือกแล้วด้วยฐานะทางการเงิน และความพร้อมด้านอื่นๆ ถึงแม้เขาไม่ฉลาดมาก แต่เขาก็ไม่ได้โง่ ถึงขนาดหลายคนในยุคสมัยที่ผ่านมา เลือกที่จะใช้ "นอก" เป็นโรงงานชุบภาพลักษณ์ แต่นักเรียนนอกคนนี้มีกึ๋นพอ และมากกว่าคนเหล่านั้นด้วย เพราะอย่างน้อย เขาก็ไม่เคยให้คนที่ไม่เคยไปนอกเลย สอนแนะวิธีการทำงาน หรือเรื่องอื่นๆที่มาจากความรู้ของนอกแก่เขา ให้รู้สึกขายหน้าแต่อย่างใด อย่างไรก็ดีเขาก็กลับมาจากนอกพร้อมพกด้วย 1 สมการที่แก้ไม่ตก ล่วงมาจนวันนี้ และนั่งขบคิด ขีดเขียนลงบนแผ่นกระดาษ จนแทบไม่เหลือที่ว่างให้เส้นปากกาได้เขียนลงไปอีกแล้ว กาแฟดำถ้วยที่ตั้งอยู่ตรงหน้า น่าจะคืนความร้อนสู่ธรรมชาติไปหมดแล้ว พร้อมกับที่ธรรมชาติคืนความเย็นแก่มัน แลกกัน มีหญิงจรจัด ที่ไม่มีใครรู้ว่าเธอเป็นนักวิทยาศาสตร์จรจัด ยืนแนบชิดบานกระจกของร้านกาแฟอยู่เบื้องนอก เธอแอบจ้องดูกระดาษแผ่นนั้นนานแล้ว และกำลังแสดงท่าทีชี้แนะนักเรียนนอกด้วยภาษาใบ้ ชายหนุ่มบริกรกดวางโทรศัพท์มือถือ ด้วยท่าทีอาวรณ์ นึกเสียดายในคุณค่าและโอกาสที่โปรโมชั่นจากผู้ขายสัญญาณโทรศัพท์ยื่นให้ เขายังอยากคุยกับเพื่อนสาวต่อ แว่นสวรรค์ส่องไปที่ความคิด และแปลจากระบบสารเคมีในร่างกาย สรุปได้ว่า เขาคิดว่าถ้าคุยต่ออีกหน่อย เพื่อนสาวอาจตกลงปลงใจ และได้มีเพศสัมพันธ์ เขาอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ ย่อมควรจะบรรลุให้ถึงซึ่งวัตถุประสงค์แห่งธรรมชาติข้อนั้น ในเมื่อทางผู้ขายสัญญาณโทรศัพท์มือถือยังเล็งเห็นถึงความสำคัญนี้ แต่สิ่งที่คัดค้านและเป็นก้างชิ้นใหญ่ ในสถานการณ์นี้ คือหญิงจรจัดเบื้องนอกกระจกคนเดียวนี้ ช่างสมควรอย่างยิ่ง ที่เธอจะถูกกันกั้นไว้ให้อยู่แต่เพียงโลกโสมมข้างนอกนั้น แอร์เย็น เพลงไพเราะ และอากาศบริสุทธิ์ ควรจะเหมาะแก่ผู้ที่สังคมได้เลือกแล้ว ให้มานั่งอยู่ภายในร้านหรูนี้ได้ แต่อย่างไรก็ดีสิ่งที่กั้นไว้ก็เป็นเพียงกระจกใส ถึงกระจกจะหนาเพียงใด ก็ยังไม่สามารถปิดกั้นภาพน่ารำคาญแก่สายตานั้นได้

บริกรหนุ่มจึงเดินไปยืนอยู่ใกล้ๆกระจก และคนจรจัดคนนั้น เพื่อกดดันคนจรจัด เผื่อว่าคนจรจัดคนนั้น ก่อนที่เธอจะกลายเป็นคนที่สังคมแต่งคำอันเหมาะสมด้วยความหมายให้แล้ว ว่าเป็นคนจรจัด เธออาจเคยรู้เรื่องกฎเกณฑ์ทางสังคมทั่วๆไปที่จำเป็น หรือสิ่งที่เป็นมารยาทอยู่บ้าง

นั่นคือกรณีที่นับว่าเป็นโชคดีของสังคมจริงๆ ที่จะมีคนจรจัดที่รู้จักมารยาท ทว่ากับคนจรจัดคนนี้ไม่เป็นอย่างที่หวังไว้ในแง่ดีเลย หญิงจรจัดยังทำทีท่าก่อกวนสมาธิของ ลูกค้าร้านกาแฟอยู่ไม่ลดรา ลูกค้าหรือนักเรียนนอกสังเกตเห็นสงครามประสาทที่กำลังก่อตัวอยู่นั้น แต่เขากลับแสดงปฏิกิริยาตอบรับ เหมือนเข้าใจภาษาใบ้จากเบื้องนอกกระจก จึงลุกขึ้นจากที่นั่งและเดิน ออกไปผจญมลพิษภายนอก และเผชิญหน้ากับคนจรจัดอย่างใกล้ชิด เขายื่น ปากกาและกระดาษให้คนจรจัด และแล้วทุกอย่างก็ยุติลง โจทก์ปัญหาอุปสรรคที่เขาพยายามทุ่มเทแก้นั้น ถูกทำลายลงด้วยภูมิปัญญาจรจัด นักวิทยาศาสตร์จรจัดได้รับทรัพย์สินจำนวนหนึ่งจากนักเรียนนอก เธอเดินกลับที่พักอย่างปกติ  เพิงเล็กๆ ที่มีฉากหลังอันสวยงามเป็นภูเขาขยะอิเล็กทรอนิกส์ คือที่พักของเธอ

 

-นักวิทยาศาสตร์จรจัด กำลังช่วยเหลือ 1 ชีวิต

แผงอิเล็กทรอนิกส์ที่เปลี่ยนดัดแปลง ใส่ให้ใหม่ ทำให้แขนของหุ่นยนต์จรจัดกลับมามีชีวิต

-วันต่อมา หุ่นยนต์จรจัด เริ่มเดินได้

-วันที่3 การเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์จรจัด เริ่มสะดวกคล่องแคล่ว สามารถใช้เท้าเดาะแบตเตอรี่มือถือจากกองขยะเล่นได้

-วันที่ 4 พบปัญหาเรื่องการมองเห็นของหุ่นยนต์จรจัด

-ในสถานการณ์เกี่ยวกับหุ่นยนต์จรจัด ทำให้นักวิทยาศาสตร์จรจัดนึกถึงประโยคหนึ่ง เป็นประโยคที่ชื่นชอบในหนังที่เคยดู ที่ตัวแสดงพูดว่า "พระเจ้าต้องการให้ฉันเห็นอะไรเบลอๆ" เธอเกิดหนึ่งความคิดต่อยอดหลังนึกถึงประโยคนั้น เธอคิดว่า มนุษย์เป็นคนสร้างหุ่นยนต์ ก่อนที่หุ่นยนต์ตัวนี้จะกลายเป็นหุ่นยนต์จรจัด ไม่ว่าคนที่สร้างมันขึ้นมา จะจงใจให้มันสายตาไม่ดีก็ตาม ในเมื่อคนที่เอาหุ่นยนต์ตัวนี้มาปล่อยทิ้ง ไม่ได้ทิ้งแว่นตาที่ผลิตมาคู่กับหุ่นเอาไว้ด้วย เธอจึงอยากช่วยเหลือในอนาคตอันใกล้ เหตุผลหนึ่งเพราะ เธอได้อ่านข้อมูลในหน่วยความจำของหุ่นยนต์จรจัด ล้วนแต่เป็น ข้อมูลคำถามอย่างอยากรู้อยากเห็น ต่อสิ่งที่เป็นความงามของสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติ หรือเจ้าของเก่าคิดว่า โลกนี้ไม่เหลือสิ่งที่สวยงามแล้วหุ่นอย่างแก ไม่จำเป็นต้องมีแว่นไว้ใช้หรอก หรือจริงๆแล้วเจ้าของเก่าแค่ไม่ต้องการให้หุ่นยนต์จำทางกลับบ้านได้!

-วันที่ 5 หุ่นยนต์จรจัดหิ้วลูกแมวตัวเล็ก โดยใช้นิ้วจับเบาๆแค่พอกระชับตรงผิวหนังช่วงคอ เลียนแบบภาพแม่ของแมวเวลามันคาบลูก แล้วจึงค่อยๆประคองวางลง 

นักวิทยาศาสตร์จรจัดเห็น และสังเกตได้ว่าลูกแมวกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับระบบการหายใจ มันอาจกำลังจะเสียชีวิตในไม่กี่ชั่วโมง

-นักวิยาศาสตร์จรจัดตัดสินใจช่วยลูกแมว โดยยึดความคิดคล้ายเดิมตอนช่วยหุ่นยนต์จรจัด

-การช่วยเหลือผ่านไปด้วยดี ท่ามกลางความรู้สึกโล่งอกของทั้งนักวิยาศาสตร์จรจัดและหุ่นยนต์จรจัด

-หุ่นยนต์จรจัดจัดยื่นนิ้วไปใกล้และแตะจมูกเล็กๆของลูกแมวเบาๆ ลูกแมวเลียตรงปลายนิ้วนั้น นักวิทยาศาสตร์จรจัดอธิบายว่าลิ้นมันสาก หุ่นยนต์จรจัดมีอาการตื่นเต้นแม้ไม่รู้สึกได้ด้วยตัวเอง

-นักวิทยาศาสตร์จรจัดเรียกลูกแมวว่า ลูกแมวจรจัด และแนะนำว่า หุ่นยนต์จรจัดกับลูกแมวจรจัดน่าจะเป็นเพื่อนกันได้....

-วันสุดสัปดาห์ หุ่นยนต์จรจัด เก็บตั๋วรางวัลจากกล่องสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างบังเอิญ รางวัลเป็นหม้อแปลงพลังแสงอาทิตย์

-หุ่นยนต์จรจัดใช้ความคิดไตร่ตรอง ในที่สุดจึงตัดสินใจนำเรื่องที่ตนเองคิดได้นี้ไปปรึกษานักวิทยาศาสตร์จรจัด เพื่อขอความช่วยเหลือ

 

..จบ

ซึ่งกันและกัน (2005)

posted on 24 Sep 2009 20:24 by twainsundae  in pad

เมื่อเช้า

ผมตื่นนอน และเหม่อมองเพดาน  คนกำลังใช้ความคิดต้องมีท่อนอะไรสักท่อนก่ายอยู่ตรงหน้าผากใช่ไหม  ตอนนี้ผมก็เป็นเช่นนั้น  ลำแข้งของเธอก่ายอยู่บนหน้าผากผม  มันทำหน้าที่แทนแขนผมพอใช้ได้ในระดับหนึ่ง  เธอกำลังหลับ  ผมไม่รู้จักเธอ  แต่ก่อนนี้ไม่กี่ชั่วโมง  เราทำสิ่งที่เรียกว่า มีอะไรกัน  ได้เสีย  เซ็กส์  หรืออะไรก็ตามที่หมายความได้ตรงที่สุด  อย่างไรก็ตาม  นั่นเป็นความต้องการของเธอ 60% ผม 40% เพราะเธอเป็นฝ่ายเริ่ม  ก่อนที่ผมจะเห็นดีเห็นงามด้วยเมื่อเธอได้รุกเริ่มไปแล้ว 10 %  ในรายละเอียดไม่มีอะไรน่าสนใจ ถึงน่าสนใจ  ก็อย่าหวังเลยว่าผมจะเล่าได้  เพราะผมไม่ใช่คนละเอียด  ความจริงคือ  ผมไม่รู้จักเธอ  เธอก็ไม่น่าจะรู้จักผม  จะว่าไปแล้ว  คนเราต้องรู้จักกันสามปีเจ็ดปีไม่ใช่หรือ  หากจะตกล่องปล่องชิ้น  ตกลงปลงใจ 

ตกกระไดพลอยโจน  ตกนรกนรกหมกไหม้  หรืออะไรก็ช่างเถิด  สรุปเอาเพียงว่าคนเราต้องรู้จักกันเป็นระยะเวลาหนึ่งถึงจะบังเกิดอะไรบางสิ่งที่ดีงาม  แม้ผมเคยเห็นคนอายุ 30 ปีที่อยู่กับตัวเองมาตลอดพูดว่า  ฉันไม่รู้จักตัวเอง  แต่เราก็ควรจะรู้จักคนอื่นก่อนที่จะรู้จักตัวเองใช่ไหม  เพราะอย่างไรเสียเราก็มีเวลาอีกทั้งชีวิตที่จะทำความรู้จักกับตัวเอง  (ถ้าตัวเองไม่กลายเป็นคนอื่นไปเสียก่อนนะ)  คนอื่น  หรือเรื่องของคนอื่น  น่าสนใจกว่าตัวเราเป็นไหนๆ  ว่าป่ะ  แต่ผมไม่เคยสนเรื่องอะไรที่เป็นเธอแม้แต่น้อย  สาบานได้!

 

เมื่อคืนที่ผ่านมา

ผมนั่งกินก๋วยเตี๋ยวชามที่สอง 

ข้างขวาของโต๊ะคือร้านสะดวกซื้อ  ข้างซ้ายมีตู้โทรศัพท์ 3 ตู้เรียงกัน สองตู้แรกว่างเปล่า 

ส่วนตู้สุดท้ายนอกจากไม่ว่างแล้ว  ผมจินตนาการว่าถ้าโทรศัพท์มันพูดเองได้  มันคงต่อสายตัวเองไปที่สถานีดับเพลิงให้มาช่วยมันที  เพราะคนที่ใช้มันอยู่ในขณะนั้นเหมือนกำลังระอุคุคั่งด้วยเพลิงอารมณ์ร้าย  ทั้งสบถ  ด่า  ก่นคำหยาบ  พร่ำ  ร้อง  ร้องไห้  ผมมองดูเธออย่างไม่ลดละสายตา 

บางครั้งก็อินกับอารมณ์เธอ  เหมือนดูละครน้ำเน่ายังไงยังงั้น  เธอหันมาทางผมตั้งแต่เมื่อไร  ไม่ทันที่ผมรู้ตัว  เธอแบ่งปันคำบางคำจากคนที่เธอพูดใส่ปลายสายโทรศัพท์นั้นมาให้ผม  ด้วยระดับเสียงและอารมณ์เดียวกันไม่ผิดเพี้ยน  เธอว่า  "มองทำเหี้ย  อะไรวะ  ไอ้หน้าจืด"  ผมตั้งสติได้จึงหลบสายตาเธอหันมากินก๋วยเตี๋ยวต่อ  ในใจก็หวังว่าจะไม่มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้น  เพราะผมถือคติประจำใจว่า Love&Peace  ผมมองเพียงชามก๋วยเตี๋ยวและท่องคติในใจ  ทันใดนั้น  เสียงเดิมของเธอตามมาคล้ายจะราวีผมที่โต๊ะก๋วยเตี๋ยว  ผมจึงรู้สึกได้ทันทีว่า  สิ่งที่ผมดูนั้นต่างจากละครน้ำเน่า

ในทีวีโดยสิ้นเชิง  ผมจับใจความจากเสียงเธอได้  เธอถามว่า  "มึงจะเอาไง" ผมเงยหน้าขึ้นมองเธอ  แล้วจึงตอบเธอไปว่า  "ถ้าคุณอยากจะเอาคำตอบจากผมจริงๆ  นั่งลงที่โต๊ะตรงนั้นก่อนก็ได้ครับ"  ผมชี้ที่เก้าอี้ตัวที่อยู่ตรงข้ามกับที่ผมนั่ง  เธอนั่งลง  จ้องหน้าด้วยผมแววตาก้าวร้าว  ผมกลั้วกลืนน้ำก๋วยเตี๋ยวลงคอ  แล้วจึงพูดขึ้นว่า "ผมเป็นสิวเม็ดนี้สามวันแล้ว" ผมคิดว่าในเมื่อเธอจ้องหน้าผมขนาดนั้น  เธอต้องเห็นมันแน่  แล้วผมจึงเล่าต่อว่า "ผมไม่เคยเป็นสิว  เมื่อก่อนผมเป็นคนผอมแห้ง 

หน้าก็แห้งๆ  ที่ผมดูอวบน่ารัก  (ผมสรุปเอาเองว่าน่ารัก)  และเป็นสิวได้ขนาดนี้  ก็เพราะก๋วยเตี๋ยวร้านนี้แหละ  ดูนี่สิ"  ผมชี้ให้เธอดูชามก๋วยเตี๋ยวแห้งขอดเหลือเพียงยอดผักบุ้ง 1 เส้น วางอยู่ข้างชามที่ผมกำลังกิน  "ผมไม่เคยกินชามเดียวเลยตั้งแต่รู้จักร้านนี้"  ผมมองหน้าเธอและเริ่มเห็นเค้าความสงบสุขกำลังจะบังเกิด  เธอเริ่มยิ้มที่มุมปาก  ก่อนจะก้มหน้าหัวเราะเบาๆ ราวกับว่าไม่อยากให้ใครรู้เห็น  ต่างกันโดยสิ้นเชิงกับตอนเธอโมโห  แต่ช่างมันเหอะ  เธอเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง  และบอกผมว่าเธออยากกินก๋วยเตี๋ยวบ้าง  ผมชูมือขึ้นเป็นสัญญาณ  โดยไม่หันไปมองคนขายก๋วยเตี๋ยว  ในใจคาดหวังว่าเขาคงเข้าใจ  เพราะตัวเอกในหนังหลายๆเรื่องเขาก็นิยมทำกันเช่นนี้  ผมชูมือค้างอยู่นานพอๆกับเวลาของเพลงที่ผมไม่ชอบจบไป1เพลง  ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับสนับสนุน  เธอจึงลุกไปสั่งด้วยตัวเอง

            ระหว่างเธอกำลังกินก๋วยเตี๋ยว  "นังนั่นมันแย่งชั้นไปหมดทุกอย่าง"

เธอบ่นพลางเคี้ยวหยุบหยับ  "ทำไมไม่มีใครเข้าใจชั้นเลยนะ"  เธอยังบ่นต่อเนื่อง  "คุณอยากให้คนอื่นเข้าใจหรือว่าอยากให้คนอื่นยอมรับล่ะ....ผมว่าคนเข้าใจกันน่ะไม่ยากนะ  แต่คนยอมรับกันนั้นยากกว่า"  เธอนั่งนิ่ง  ปล่อยวางช้อนกับตะเกียบไว้บนขอบชาม  ถ้าให้ผมเข้าใจและยอมรับสิ่งที่เธอพูดมาทั้งหมดเพียงสิ่งเดียว  ก็คือคำพูดประโยคนี้ "ชั้นไม่อยากกลับหอ..ชั้นตายแน่ๆถ้าชั้นต้องอยู่ในห้องคนเดียว"  เป็นประโยคสุดท้ายที่ผมได้ฟังเธอพูดที่ร้านก๋วยเตี๋ยว  และทำให้เราได้อยู่ด้วยกันในสถานที่ใหม่ในเวลาถัดมา

 

ในห้อง

            "ทำตัวตามสบายนะ  ถือซะว่าเป็น  ห้องคุณ  ห้องใคร  ห้องไหนๆก็ได้ที่คุณสบายใจ"  ผมบอกเธอ  เธอเข้าใจสิ่งที่ผมบอกได้ไม่ยากนัก  เธอขึ้นยึดเตียงนอนเป็นของตัวเองตั้งแต่ยังไม่ทันที่ผมจะพูดจบความด้วยซ้ำ  ส่วนผมก็ทำตัวตามสบายไม่แพ้กัน  ผมเปิดหนังโป๊แล้วนั่งกับพื้นดูอย่างสบายใจ  เธอสนใจมันเช่นกัน  เธอเดินมานั่งลงข้างผม  เราต่างดูหนังโป๊โดยไม่พูดจาปราสัย  เมื่อหนังจบ  จึงแยกย้ายกันนอน  ผมยังนอนอยู่กับพื้นที่เดิม  ส่วนเธอก็แยกไปนอนที่เตียง

            ผมอาจจะอธิบายเรื่อง 60-40 % ได้เพียงสั้นๆว่า  ถ้าชายหญิง = 50-50  กลางดึกคืนนั้น  ผมหลับไปแล้ว  ผมรู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่  ชายซึ่งก็คือผม  ถูกหญิงซึ่งคือเธอ  กลืนส่วนแบ่งของผม ไป 10 ดังนั้นจึงเป็น 60-40 ในเมื่อเป็นเช่นนี้ผมจึงต้องเออออห่อหมกตามเธอโดยไม่ได้ขัด  จะขืนอยู่บ้างก็ตอนที่เธอเร่งเร้ารุก  เพื่อช่วยกันประคับประคอง  ให้ผ่านคืนนั้นไปอย่างสมอารมณ์หมายเพรียงพร้อมกันแล้วเราจึงหลับไปทั้งคู่

 

ระหว่างที่ผมนอนมองเพดาน  ขา(เธอ)ก่ายหน้าผากอยู่

ผมได้ยินเสียงเคาะประตู  จึงลุกไปเปิด  วันนี้ผมนัดเพื่อนมาขนของย้ายหอ  เพื่อน 3 คนมาตามนัด  ไม่มีใครใส่ใจเธอที่นอนหลับอยู่  เพื่อนผมคนหนึ่งยกเครื่องเสียงคอมโปเดินข้ามเธอไป  เราช่วยกันขนของจากห้องขึ้นรถโดยใช้เวลาไม่นานนัก

 

ไม่มีใครใส่ใจเธอจริงๆ

 

บนรถขนของ(รถเพื่อนผม)

            ระหว่างที่รถกำลังจะออก  ภาพเธอฉายในความคิดผม  ผมบอกเพื่อนว่า  "รอแป๊บนึงนะ"  ผมรีบเดินกลับไปที่ห้อง  เมื่อเข้าไปในห้อง  เธอยังนอนอยู่เช่นเดิม  ผมเดินตรงไปที่เธอ  ค่อยๆนั่งลงและหยิบถุงยางอนามัยที่เหลือในกล่องใกล้ๆมือเธอ  และเดินออกจากห้องมา

บนรถขนของที่กำลังวิ่งอยู่

ไกลจากหอเก่ามามากแล้ว  ภาพเธอฉายในความคิดผม 

"เฮ้ยมึงจอดให้กูลงหน่อยดิ"  ผมบอกเพื่อน  ก่อนฝากให้เพื่อนๆล่วงหน้าไปที่หอใหม่ก่อน  ส่วนผมจะตามไปทีหลัง  เพื่อนจอดให้ผมลง  เมื่อรถเพื่อนเคลื่อนตัว  ผมจึงเรียกมอเตอร์ไซค์รับจ้างให้ไปส่งที่หอเก่า  เมื่อไปถึง  ผมจึงรีบวิ่งกลับไปที่ห้อง  ทันทีที่ผมเปิดประตูเข้าไป  ผมไม่เห็นเธอนอนอยู่ตรงนั้นเสียแล้ว  ผมเดินไปตรงที่เธอเคยนอนอยู่  พื้นยังคงอุ่นอยู่  มีต่างหู 1 คู่วางอยู่ตรงนั้น  ผมไม่ได้หยิบมันขึ้นมาดู  ผมทำได้เพียงทอดตัวนอนลงกับพื้น  หอบหายใจ  ตาเหม่อมองเพดาน  จู่ๆก็มีคนเดินข้ามผม  หยิบต่างหูคู่นั้น  และเดินกลับไปทางประตู  ผมลุกขึ้นและรีบวิ่งไปดักรอขวางอยู่ที่ประตู  ผมยิ้มให้เธอ  "คุณคือใครคะ" เธอถาม  "ขอทางให้ฉันออกไปด้วย"  ผมเปิดทางให้เธอเดินผ่าน  และมองตาม  จนเธอเดินลงบันไดลับตาไป 

            เธอไม่รู้จักผม  ผมก็ไม่น่าจะรู้จักเธอ  จะว่าไปแล้ว  คนเราต้องรู้จักกันสามปีเจ็ดปีไม่ใช่หรือ  หากจะตกล่องปล่องชิ้น  ตกลงปลงใจ  ตกกระไดพลอยโจน  ตกนรกนรกหมกไหม้  หรืออะไรก็ช่างเถิด  สรุปเอาเพียงว่าคนเราต้องรู้จักกันเป็นระยะเวลาหนึ่งถึงจะบังเกิดอะไรบางสิ่งที่ดีงาม

ผ่านไปอีกรอบ(สงกรานต์)

posted on 19 Apr 2008 23:36 by twainsundae

"เป็นไงมั่งอะสงกรานต์" ผมส่งช็อร์ทเมสเสสหาเพื่อนๆ เพื่อนที่ไม่เสียเวลา่คิดมาก บ้างก็ตอบกลับมาว่า "so so" บ่งบอกถึงความเบื่อหน่ายต่อความซ้ำซากจำเจ คงได้แต่เพียงนึกตอบว่า ชีวิตมันก็เป็นงี้แหละ ซ้ำๆ วนๆ จนบางทีก็น่าเบื่อ ก็เอาเป็นว่าชีวิตเรามันยังต้องเจอสิ่งดีๆคนดีๆ อีกเยอะ เพียงแต่ไม่ควรเอาตัวเองไปเกือกกลั้วกับสิ่งดีๆหรือคนดีๆเหล่านั้น ไม่งั้นเราจะแย่เอา 

อุปสรรค

posted on 21 Mar 2008 18:11 by twainsundae

รางวัลสำหรับการฟันฝ่าอุปสรรคอันยากเย็นแสนเข็ญนั้นหอมหวานและย่อมคุ้มค่าแก่ความเหนื่อยยากลำบากเหล่านั้น ธรรมชาติสอนเราอยู่เสมอ ทุกอย่างมันมีเหตุผลของมัน เมื่อมีปัญหา ปัญหาก็จะเป็นเสมือนสิ่งเคี่ยวขันชีวิตให้กล้าแกร่งขึ้น หากเพียงก้าวผ่านฝ่าฟันมันไปได้ บทเรียนในธรรมชาติในบางเรื่องเป็นสิ่งที่น่าทึ่ง ไม่คิดว่าจะเป็นไปได้ แต่มันกลับเป็นไปได้อย่างเหลือเชื่อ

            ลมเย็นยะเยือก โขดหิน ความว่างเปล่า อยู่สูงจากพื้นดินร่วมร้อยเมตร คือที่ๆปลอดภัย แต่ไม่มีอาหาร นั่นคือข้อแลกเปลี่ยนเบื้องต้นของธรรมชาติต่อชีวิตเล็กๆอย่าง ลูกห่านป่าแรกเกิด ได้เผชิญ อาหารมากมายพอเพียงนั้นอยู่เบื้องล่าง แต่แม่ห่านไม่มีอาหารมาป้อนจนลูกโตปีกกล้าขาแข็งบินได้ อย่างพวกนกอินทรี กลับกันลูกห่านป่าต้องหาอาหารเองตั้งแต่แรกเกิด ด้วยการตามแม่ลงไปเบื้องล่าง แน่นอนว่ามันบินไม่ได้อย่างแม่ของมัน ความช่วยเหลือเดียวของแม่ห่านในขั้นนี้คือการสร้างแรงบันดาลใจ ในการโดดลงไปเบื้องล่าง แม้แต่ลูกห่านป่าที่ไม่ประสีประสายังลังเลและเผชิญแรงกดดันจากความสูงของโขดหิน อาจเพราะสัญชาตญาณความกลัวเป็นสิ่งที่ติดตัวสิ่งมีชีวิตมาแต่เกิด แต่ธรรมชาติก็ไม่ได้โหดร้ายเกินไปนัก ที่ยังสร้างความกล้าให้แก่สิ่งมีชีวิต เมื่อถึงจุดที่ต้องเผชิญสิ่งท้าทาย แล้วลูกห่านป่าก็ค่อยๆโดดลงไป ทีละตัวๆ

            สิ่งเหลือเชื่อคือลูกห่านรอด และหยัดยืนขึ้นได้ แม้ไม่ทั้งหมดทุกตัว แต่สิ่งที่มันได้รับคือรางวัลแห่งชีวิต มีอาหาร มีที่อยู่อันอุดมสมบูรณ์ ให้มันได้กินอยู่ เติบโต สืบพันธุ์ ต่อไป

            ในชีวิตของคนๆหนึ่งย่อมต้องเผชิญอุปสรรคมากมายเช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตอื่น ทว่าคนเรานั้นหากชั่งน้ำหนักแล้วแทบจะเรียกได้ว่า "คน" นั้นต้องการอาหารใจพอๆกับอาหารทางกาย เรามักเรียกสิ่งที่เราต้องการนั้นว่า ความรัก อุปสรรคที่สำคัญของความรักคืออะไร หากเรียกว่าคือ "กำแพงความคาดหวัง" ที่แต่ละคนสร้างขึ้นก็คงไม่ผิดนัก ความผิดหวัง ล้มเหลว เสียใจ ต่างๆนานา ก็มักเกิดจากความคาดหวัง ว่าคนๆนึงต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะเราแต่ละคนมีแบบอย่าง หรือโมเดลที่ตัวเองพึงพอใจอยู่ในจินตนาการ ทว่าในโลกความเป็นจริงนั้น "ไม่มีใครเป็นอย่างที่เราต้องการได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง" นั่นคือสิ่งที่เราจำเป็นต้องเรียนรู้หากต้องการมีใครสักคนเป็นคู่ชีวิต เพราะโลกนี้ไม่มีใครดีพร้อมสมบูรณ์อย่างเช่นคนในจินตนาการ

หวานใจ

posted on 27 Nov 2007 07:30 by twainsundae

สำเนียงไพเราะคุ้นหู ให้หายคิดถึง และยังคงความเก๋ไก๋ในท่วงทำนองเพลงไว้เช่นเคย ที่ผมกำลังชื่นชมแบบเชยๆอยู่นี้ ก็คืออัลบั้มเพลงของ Metric ที่ชื่อ Grow Up And Blow Away นั่นเอง สิ่งแรกที่ต้องชื่นชมคือ ความหลากหลายของแนวจังหวะเพลงในอัลบั้มนี้ แม้มีความแตกต่าง เช่นเป็นร็อคบ้าง หรือกึ่งๆฮิพฮอพบ้าง และยังมีความคล้ายแนวเพลงประเภทอื่น แต่ก็ยังมีความเป็นเอกภาพกลมกลืนลื่นไหล อาจเพราะการคงเส้นสำเนียงดนตรีที่เป็นสร้อยส่งต่อกันเพลงต่อเพลงจึงทำให้ฟังแล้วไม่รู้สึกติดขัด กระชากอารมณ์ ความเก๋ไก๋และการใส่ลูกเล่นตามสมัยนิยมมีเพียบพร้อมในอัลบั้มนี้ มีเพลงติดหู ซึ่งเป็นคุณสมบัติของอัลบั้มเพลงที่ดีพึงมี(ไม่นับอัลบั้มเพลงที่หวังเพื่อการทดลองทางดนตรี) แม้อัลบั้มนี้มี 9 เพลง แต่เพลงที่ 10 ซึ่งเป็นการนำเอาเพลง Soft Rock Star มาเรียบเรียงและเปลี่ยนจังหวะเพลงใหม่ ก็นับเป็นเพลงที่น่าสนใจไปอีกแบบ โดยส่วนตัวแล้วผมมีความชื่นชอบอัลบั้มนี้เป็นพิเศษ ในช่วงเวลานี้